จัดการสต๊อกร้านบุฟเฟ่ต์ ของไม่ขาด ไม่เหลือทิ้ง

ร้านบุฟเฟ่ต์มีปัญหาสต๊อกสองด้านพร้อมกัน วันไหนของขาด ลูกค้าจ่ายเต็มราคาแต่สั่งเมนูที่อยากกินไม่ได้ วันไหนของเหลือ ของสดก็เสียทิ้งทั้งถาด ร้านแบบจานเดียวรู้ว่าขายไปกี่จาน แต่ร้านบุฟเฟ่ต์ไม่รู้ว่าลูกค้าแต่ละโต๊ะจะกินเท่าไร บทความนี้อธิบายวิธีวางแผนของ ติดตามว่าของออกไปเท่าไร และหาว่าของหายไปตรงไหน
ตัวเลขทุกตัวในบทความเป็นตัวอย่างสมมุติเพื่อให้คำนวณตามได้ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด
ทำไมสต๊อกบุฟเฟ่ต์ยากกว่าร้านทั่วไป
- ยอดขายเป็นจำนวนหัว แต่ของที่ออกจากครัวเป็นจาน ลูกค้าสองโต๊ะจำนวนเท่ากันอาจกินต่างกันเท่าตัว
- ของหลักอย่างเนื้อสัตว์และอาหารทะเลเก็บได้ไม่นาน สั่งเกินไม่ได้
- ของออกจากครัวแล้วไม่ได้ถูกกินทั้งหมด ส่วนหนึ่งกลับมาเป็นของเหลือบนโต๊ะ
- ยอดลูกค้าแกว่งมากระหว่างวันธรรมดากับวันหยุด
คุมสต๊อกบุฟเฟ่ต์ใน 5 ขั้น
- รู้ว่าลูกค้าหนึ่งหัวใช้ของเท่าไรดูจากของที่ออกจากครัวจริงหลายวัน ไม่เดา
- ตั้งจุดสั่งซื้อใช้ต่อวัน × (วันรอของ + วันสำรอง)
- ให้ทุกจานที่ออกจากครัวตัดสต๊อกผูกสูตรให้ทุกเมนูบุฟเฟ่ต์
- แยกของเหลือบนโต๊ะออกจากของเสียในครัวสองอย่างนี้แก้คนละวิธี
- นับสต๊อกจริง แล้วเทียบกับระบบส่วนต่างคือเงินที่ต้องตามหา
ขั้นที่ 1: รู้ว่าลูกค้าหนึ่งหัวใช้ของเท่าไร
จุดเริ่มคือปริมาณต่อหัวของวัตถุดิบหลักแต่ละรายการ วิธีที่แม่นที่สุดคือดูจากของที่ครัวจัดออกไปจริง หลายวันติดกัน แล้วหารด้วยจำนวนลูกค้า อย่าใช้การเดา เพราะตัวเลขนี้ใช้ทั้งสั่งของและตั้งราคา ถ้ายังไม่ได้คิดต้นทุนต่อหัว เริ่มจากตั้งราคาบุฟเฟ่ต์ต่อหัวก่อน
ตัวอย่างสมมุติ: หมูสามชั้น
ครัวจัดออก 18 กิโลกรัมต่อวัน ลูกค้าวันละ 150 คน
ปริมาณต่อหัว = 18,000 ÷ 150 = 120 กรัม
วันหยุดคาดว่าลูกค้า 225 คน ต้องเตรียม 225 × 120 = 27 กิโลกรัม
ขั้นที่ 2: ตั้งจุดสั่งซื้อ
จุดสั่งซื้อคือปริมาณคงเหลือที่ต้องสั่งของรอบใหม่ทันที คิดจากปริมาณที่ใช้ต่อวัน คูณจำนวนวันที่รอของ บวกของสำรองกันเหนียว
จุดสั่งซื้อ = ใช้ต่อวัน × (วันรอของ + วันสำรอง)
ตัวอย่างสมมุติ: ใช้วันละ 18 กิโลกรัม ผู้ขายส่งของภายใน 2 วัน สำรองไว้ 1 วัน
จุดสั่งซื้อ = 18 × (2 + 1) = 54 กิโลกรัม
พอของเหลือต่ำกว่า 54 กิโลกรัมเมื่อไร ให้สั่งทันที
ของสดที่เก็บได้แค่วันสองวันไม่ต้องตั้งจุดสั่งซื้อสูง ให้สั่งทุกวันตามยอดลูกค้าที่คาดไว้แทน ส่วนของแห้งและของแช่แข็งเก็บได้นาน ใช้จุดสั่งซื้อได้เต็มที่
ขั้นที่ 3: ให้ทุกจานที่ออกจากครัวตัดสต๊อก
สต๊อกที่ต้องนับด้วยมือทุกเย็นจะช้าเกินไปเสมอ ร้านบุฟเฟ่ต์ควรให้ทุกรอบที่ลูกค้าสั่งตัดวัตถุดิบออกเอง ใน KruaDee แต่ละรอบที่โต๊ะบุฟเฟ่ต์สั่งจะส่งเข้าครัว แล้วระบบหักวัตถุดิบตามสูตรของเมนูนั้นทันที ถ้าวัตถุดิบไหนเหลือต่ำกว่าจุดสั่งซื้อ จะขึ้นในหน้าแจ้งเตือนสต๊อก ผู้จัดการจึงรู้ก่อนของหมดกลางมื้อ
สิ่งที่ต้องทำครั้งเดียวคือผูกสูตรให้เมนูบุฟเฟ่ต์ทุกเมนู เช่น หมูสามชั้นหนึ่งจานใช้หมูสามชั้น 150 กรัม เมนูที่ไม่มีสูตรจะไม่ตัดสต๊อก และสต๊อกในระบบจะสูงกว่าของจริงเรื่อย ๆ ส่วนของที่รับเข้าบันทึกผ่านใบขอซื้อ ใบสั่งซื้อ และการรับของ สต๊อกเพิ่มเมื่อรับของแล้ว

ขั้นที่ 4: แยกของเหลือบนโต๊ะออกจากของเสียในครัว
ของที่หายไปจากสต๊อกของร้านบุฟเฟ่ต์มีสามทาง คือลูกค้ากินจริง ลูกค้าตักแล้วเหลือบนโต๊ะ และของเสียในครัว ทั้งสามทางแก้คนละวิธี ถ้ารวมกันเป็นก้อนเดียวจะไม่รู้ว่าต้องแก้อะไร
- ของเหลือบนโต๊ะ ชั่งตอนเช็คบิล ใน KruaDee น้ำหนักของเหลือที่กรอกแยกรายเมนู จะถูกแปลงเป็นต้นทุนวัตถุดิบตามสูตรและบันทึกเป็นของเสียประเภทของเหลือบุฟเฟ่ต์ให้เอง วิธีตั้งค่าปรับและชั่งของเหลืออยู่ในค่าปรับอาหารเหลือ
- ของเสียในครัว เช่น ของหมดอายุ ละลายแล้วแช่แข็งซ้ำไม่ได้ หรือตัดแต่งเสีย ให้บันทึกในหน้าของเสียทุกครั้งพร้อมเหตุผล

ขั้นที่ 5: นับสต๊อกจริง แล้วเทียบกับระบบ
ต่อให้ตัดสต๊อกอัตโนมัติ ตัวเลขในระบบก็เป็นแค่สิ่งที่ควรเหลือต้องนับของจริงเป็นระยะเพื่อหาส่วนต่าง ของสดราคาสูงนับทุกสัปดาห์ ของแห้งนับเดือนละครั้งก็พอ นับในเวลาเดิมทุกครั้ง เช่นก่อนเปิดร้าน ตอนที่ไม่มีออเดอร์วิ่ง
ตัวอย่างสมมุติ: ส่วนต่างหลังนับ
ระบบบอกว่าหมูสามชั้นเหลือ 40 กิโลกรัม นับจริงได้ 36 กิโลกรัม ขาดไป 4 กิโลกรัม
ต้นทุนหลังตัดแต่ง 212 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนต่าง = 4 × 212 = 848 บาทในสัปดาห์เดียว
ถ้าเป็นแบบนี้ทุกสัปดาห์ เท่ากับราว 3,392 บาทต่อเดือนจากวัตถุดิบรายการเดียว ให้เช็กว่าครัวจัดจานเกินสูตร รับของไม่ครบ หรือมีของเสียที่ไม่ได้บันทึก
ใน KruaDee ใบตรวจนับที่อนุมัติแล้วจะปรับสต๊อกในระบบให้ตรงกับของจริง และบันทึกส่วนต่างเป็นรายการปรับยอด ใบตรวจนับใบแรกที่อนุมัติคือการตั้งสต๊อกตั้งต้นของร้าน ขั้นตอนทั้งหมดอยู่ในคู่มือจัดการสต๊อกวัตถุดิบและวิธีแปลงส่วนต่างเป็นเปอร์เซ็นต์ต้นทุนอยู่ในคำนวณ food cost ร้านอาหาร ทีละขั้น

ของไม่ขาด ไม่เหลือทิ้ง: เทคนิคหน้าร้าน
- เตรียมของเป็นรอบเล็ก ๆ ระหว่างวัน แทนที่จะหั่นทั้งหมดตั้งแต่เช้า
- ของที่แพงและเสียง่ายจัดจานเล็กลง ลูกค้าสั่งเพิ่มได้ แต่ของเหลือน้อยลง
- ใช้ข้อจำกัดจำนวนรายการต่อรอบและเวลารอระหว่างรอบ เพื่อไม่ให้สั่งทีละมาก ๆ ตอนแรก
- ของที่ใกล้หมดอายุใช้ก่อน และจัดชั้นแช่ให้ของเข้าก่อนอยู่ด้านหน้า
- ถ้าเมนูไหนขาดกลางมื้อ ให้แจ้งพนักงานหน้าร้านทันที จะได้บอกลูกค้าก่อนสั่ง
การตั้งแพ็กเกจ จำกัดรอบ และเวลารอระหว่างรอบ ดูได้ที่หน้าระบบบุฟเฟ่ต์ส่วนภาพรวมการตัดสต๊อกตามสูตร รับของ ตรวจนับ และรายงานต้นทุน อยู่ที่หน้าระบบสต๊อกและต้นทุนอาหาร
สรุป
- หาปริมาณต่อหัวของวัตถุดิบหลักจากของที่ออกจากครัวจริง
- ตั้งจุดสั่งซื้อ = ใช้ต่อวัน × (วันรอของ + วันสำรอง) ของสดให้สั่งตามยอดรายวัน
- ผูกสูตรให้ทุกเมนูบุฟเฟ่ต์ เพื่อให้ทุกรอบที่สั่งตัดสต๊อกเอง
- แยกของเหลือบนโต๊ะกับของเสียในครัว เพราะแก้คนละวิธี
- นับสต๊อกจริงเป็นระยะ ส่วนต่างคือเงินที่ต้องตามหา