KruaDee

ค่าปรับอาหารเหลือ ตั้งอย่างไรไม่ให้เสียลูกค้า

พนักงานร้านชาบูวางจานอาหารเหลือบนตาชั่งที่โต๊ะ

ป้าย "กินเหลือปรับ" มีแทบทุกร้านบุฟเฟ่ต์ แต่ร้านที่เก็บค่าปรับได้จริงโดยไม่มีปัญหามีไม่มาก ถ้าตั้งแรงเกินไป ลูกค้าจะเถียงที่หน้าเคาน์เตอร์และไม่กลับมาอีก ถ้าตั้งไว้เฉย ๆ แต่ไม่เคยเก็บ ป้ายก็ไม่มีความหมาย บทความนี้อธิบายว่าค่าปรับมีไว้ทำอะไร จะตั้งอัตราเท่าไร เก็บอย่างไรให้ลูกค้ายอมรับ และจะลดของเหลือโดยไม่ต้องพึ่งค่าปรับได้อย่างไร

ตัวเลขทุกตัวในบทความนี้เป็นตัวอย่างสมมุติเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด และไม่ใช่คำแนะนำว่าร้านควรปรับเท่าไร ต้นทุนวัตถุดิบของแต่ละร้านต่างกันมาก

ค่าปรับมีไว้ทำอะไร

ค่าปรับของเหลือมีไว้เตือน ไม่ใช่หารายได้ เป้าหมายคือให้ลูกค้าคิดก่อนสั่งเพิ่มอีกรอบ ถ้าวันหนึ่งไม่มีโต๊ะไหนโดนปรับเลย แปลว่าค่าปรับทำงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่าร้านเสียรายได้

ด้วยเหตุนี้ ห้ามนับเงินค่าปรับรวมในการตั้งราคาต่อหัว ราคาบุฟเฟ่ต์ต้องมีกำไรได้ด้วยตัวเองแม้ไม่มีค่าปรับเลย ส่วนความสูญเสียจากของเหลือให้ใส่ไว้ในราคาต่อหัวผ่านอัตราของเหลือ ตามสูตรในบทความตั้งราคาบุฟเฟ่ต์ต่อหัวอย่างไรให้มีกำไร

สามแบบที่ร้านนิยมใช้

เหมาจ่ายต่อโต๊ะ

เช่น เหลือเกินครึ่งจานปรับ 100 บาท ง่ายที่สุด แต่คำว่า "เกินครึ่งจาน" ต้องใช้สายตาตัดสิน โต๊ะที่เหลือพอดีเส้นกับโต๊ะที่เหลือเต็มจานจ่ายเท่ากัน และพนักงานแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน การโต้เถียงส่วนใหญ่เริ่มจากตรงนี้

ต่อชิ้นหรือต่อจาน

เช่น ซูชิเหลือชิ้นละ 10 บาท เหมาะกับของที่นับเป็นชิ้นได้ชัด แต่ใช้ไม่ได้กับเนื้อสไลซ์ ผัก หรือเส้น ที่ลูกค้าตักใส่หม้อไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ตามน้ำหนัก

ชั่งของที่เหลือแล้วคิดเป็นบาทต่อ 100 กรัม ทุกโต๊ะใช้มาตรฐานเดียวกัน ลูกค้าเห็นตัวเลขบนตาชั่งเอง และค่าปรับขึ้นตามปริมาณที่เหลือจริง ข้อเสียคือต้องมีตาชั่งและใช้เวลาเพิ่มตอนเช็คบิลไม่กี่วินาที ระบบบุฟเฟ่ต์ของ KruaDee รองรับแบบนี้แบบเดียว

ค่าปรับของเหลือ 3 แบบ

ข้อดีข้อเสีย
เหมาจ่ายต่อโต๊ะง่ายที่สุดต้องใช้สายตาตัดสิน พนักงานแต่ละคนมองไม่เหมือนกัน
ต่อชิ้นหรือต่อจานเหมาะกับของที่นับเป็นชิ้นได้ชัดใช้ไม่ได้กับเนื้อสไลซ์ ผัก หรือเส้น
ตามน้ำหนักทุกโต๊ะใช้มาตรฐานเดียวกัน ลูกค้าเห็นตัวเลขบนตาชั่งเองต้องมีตาชั่ง และใช้เวลาเพิ่มตอนเช็คบิลไม่กี่วินาที

ตั้งอัตราเท่าไรดี

จุดเริ่มต้นที่อธิบายกับลูกค้าได้ง่ายที่สุดคือ ต้นทุนของที่เหลือร้านไม่ได้เอากำไรจากค่าปรับ แค่เก็บคืนค่าวัตถุดิบที่ต้องทิ้ง อัตรานี้จึงไม่ควรต่ำกว่าต้นทุน และไม่ควรสูงกว่าต้นทุนมากจนดูเหมือนหาเงิน

อัตราต่อ 100 กรัม ≈ ต้นทุนเฉลี่ยของที่มักเหลือ ต่อ 100 กรัม

ค่าปรับ = น้ำหนักของเหลือ (กรัม) ÷ 100 × อัตราต่อ 100 กรัม

ของที่เหลือบนโต๊ะไม่ได้เป็นเนื้อล้วน ให้ดูว่าปกติเหลืออะไรในสัดส่วนเท่าไร แล้วเฉลี่ยตามสัดส่วนนั้น

ตัวอย่าง: ร้านหมูกระทะสมมุติ

  1. ต้นทุนเฉลี่ยต่อ 100 กรัม: 0.6 × 20 + 0.4 × 5 = 12 + 2 = 14 บาท
  2. ปัดขึ้นเป็นเลขที่จำง่าย เช่น 15 บาทต่อ 100 กรัม ซึ่งยังใกล้ต้นทุน
  3. โต๊ะที่เหลือ 200 กรัม: 200 ÷ 100 × 15 = 30 บาท

ลองเทียบกับบิลทั้งโต๊ะ ถ้าโต๊ะนี้มา 3 คน หัวละ 275 บาท บิลรวม 825 บาท ค่าปรับ 30 บาทคิดเป็น 30 ÷ 825 ≈ 3.6% ของบิล มากพอให้ลูกค้าจำได้ แต่น้อยพอที่ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ถ้าร้านตั้ง 50 บาทต่อ 100 กรัมแทน โต๊ะเดียวกันจะโดน 100 บาท หรือประมาณ 12% ของบิล ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มมีคนเถียง

ร้านที่มีหลายแพ็กเกจ เช่น แพ็กเกจหมูกับแพ็กเกจเนื้อพรีเมียม ควรคิดอัตราแยกกัน เพราะเนื้อพรีเมียมที่เหลือ 100 กรัมเป็นเงินมากกว่าหมูหลายเท่า ใน KruaDee ร้านตั้งอัตราค่าปรับต่อ 100 กรัม แยกได้ทีละแพ็กเกจ ตั้งเป็น 0 ถ้าแพ็กเกจนั้นไม่ปรับ และอัตราจะถูกล็อกไว้ตอนเปิดโต๊ะ ถ้าร้านแก้อัตรากลางคืน โต๊ะที่นั่งอยู่แล้วยังใช้อัตราเดิมที่ลูกค้าเห็นตอนเข้าร้าน

อะไรนับ อะไรไม่นับ

ค่าปรับที่ยุติธรรมนับเฉพาะของที่กินได้แต่ไม่ได้กิน ให้ตกลงกติกานี้ให้ชัดและบอกพนักงานทุกคน

ตัวอย่างการหักภาชนะ: ถาดที่ใช้รวบรวมของเหลือหนัก 300 กรัม ชั่งรวมได้ 550 กรัม ของเหลือจริงคือ 550 − 300 = 250 กรัม ที่อัตรา 15 บาทต่อ 100 กรัม ค่าปรับคือ 250 ÷ 100 × 15 = 37.50 บาท

บางร้านยกเว้นให้ส่วนแรก เช่น ไม่ปรับ 100 กรัมแรกของทั้งโต๊ะ ช่วยให้โต๊ะที่เหลือนิดหน่อยไม่ต้องเสียอารมณ์ ถ้าใช้กติกานี้กับ KruaDee ให้พนักงานหักส่วนยกเว้นออกก่อนกรอกน้ำหนัก เพราะระบบคิดทุกกรัมที่กรอก

ขั้นตอนเก็บค่าปรับหน้าโต๊ะ

  1. แจ้งก่อนนั่งพิมพ์อัตราไว้บนเมนูและป้ายบนโต๊ะเป็นบาทต่อ 100 กรัม พร้อมตัวอย่างหนึ่งบรรทัด เช่น "เหลือ 200 กรัม ปรับ 30 บาท" ตัวเลขจริงเข้าใจง่ายกว่าคำว่า "ปรับตามน้ำหนัก"
  2. ชั่งต่อหน้าลูกค้า ใช้ตาชั่งดิจิทัลที่หน้าจอหันให้ลูกค้าเห็น ตาชั่งเครื่องเดียวกันทุกโต๊ะ และชั่งก่อนลูกค้าลุกจากโต๊ะ ไม่ใช่ชั่งหลังเก็บจานเข้าครัวไปแล้ว
  3. กรอกตัวเลขตอนเช็คบิล ใน KruaDee พนักงานกรอกน้ำหนักเป็นกรัมในหน้าเช็คบิลบุฟเฟ่ต์ หน้าจอแสดงค่าปรับให้เห็นก่อนยืนยัน แล้วรวมเข้าบิลของโต๊ะให้เอง
  4. ให้ผู้จัดการตัดสินกรณีโต้แย้ง กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครมีสิทธิ์ลดหรือยกเว้น พนักงานเสิร์ฟไม่ต้องเถียงกับลูกค้าเอง และทุกโต๊ะได้คำตอบแบบเดียวกัน

ถ้าร้านไม่พร้อมจะเก็บจริงทุกโต๊ะ อย่าติดป้ายเลยดีกว่า ลูกค้าที่เห็นโต๊ะข้าง ๆ เหลือเต็มถาดแต่ไม่โดนอะไร แล้วตัวเองโดนปรับ จะรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งแย่กว่าไม่มีค่าปรับเลย

ลดของเหลือโดยไม่ต้องปรับ

ค่าปรับเป็นด่านสุดท้าย วิธีที่ได้ผลกว่าคือทำให้ของไม่ออกจากครัวเกินกว่าที่ลูกค้ากินทัน

ใน ระบบบุฟเฟ่ต์ของ KruaDee ร้านกำหนดเวลานั่ง จำนวนรายการต่อรอบ และเวลาพักระหว่างรอบได้ทีละแพ็กเกจ แท็บเล็ตที่รับออร์เดอร์จะไม่ให้สั่งเกินกติกาที่ตั้งไว้ พนักงานจึงไม่ต้องคอยห้ามลูกค้าเอง

ใช้ตัวเลขของเหลือปรับเมนู

ประโยชน์ที่ใหญ่กว่าเงินค่าปรับคือข้อมูล ถ้ารู้ว่าเมนูไหนเหลือบ่อย ก็แก้ได้ตรงจุด เช่น ลดขนาดจานของเมนูนั้น เปลี่ยนวิธีหั่น หรือย้ายไปอยู่ในรอบหลัง

ตอนเช็คบิลโต๊ะที่สั่งผ่านระบบ KruaDee พนักงานกรอกน้ำหนักของเหลือแยกรายเมนูได้ ค่าปรับคิดจากน้ำหนักรวม และถ้าเมนูนั้นมีสูตรกับน้ำหนักต่อจานบันทึกไว้ ระบบจะแปลงน้ำหนักที่เหลือเป็นต้นทุนวัตถุดิบตามสูตร แล้วแสดงในหน้าของเสียของสต๊อก ร้านจึงเห็นว่าแต่ละเดือนของเหลือบุฟเฟ่ต์คิดเป็นเงินเท่าไร และมาจากเมนูไหน วิธีตั้งสูตรและดูหน้าของเสียอยู่ในคู่มือจัดการสต๊อกวัตถุดิบ

ตัวอย่าง: ถ้าเดือนหนึ่งหมูสามชั้นเหลือรวม 12 กิโลกรัม ที่ต้นทุน 200 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับ 2,400 บาท ถ้าลดขนาดจานหมูสามชั้นลงแล้วของเหลือเหลือครึ่งหนึ่ง ร้านประหยัดได้ 1,200 บาทต่อเดือนจากเมนูเดียว โดยไม่ต้องปรับใครเพิ่มเลย

รายงานของเสียใน KruaDee
รายงานของเสียใน KruaDee

สรุป